IR PLUS IR Plus Service ผู้ให้บริการนักลงทุนสัมพันธ์
แบบ One Stop Service

IR Plus Service ผู้ให้บริการนักลงทุนสัมพันธ์ แบบ One Stop Service ที่ให้บริการด้านเว็บไซต์ นักลงทุนสัมพันธ์ และ ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ รวมถึงงานด้านนักลงทุน สัมพันธ์แบบครบวงจร หรือ Investors Relation of Things โดยยึดถือในการเพิ่มคุณภาพการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยบริการนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations Service) ตั้งแต่ปี 2549 ภายใต้ชื่อบริการ IRPLUS ได้รับความไว้วางใจในการบริการจากบริษัทจดทะ

เบียนมากกว่า 100 บริษัท

การให้บริการ
IR Plus ONE STOP SERVICE บริการนักลงทุนสัมพันธ์แบบครบวงจร
IR E-AGM การประชุมผู้ถือหุ้นผ่าน Application ที่แรก ที่เดียวในประเทศไทย ที่ทันสมัย สะดวก และปลอดภัย เหมาะสําหรับการจัดประชุมผู้ถือหุ้น หรือจัดประชุมนิติบุคคล บ้านจัดสรร คอนโด หรือสมาคมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มช่องทางอํานวยความสะดวกให้ผู้ถือหุ้นติดตามการประชุมได้แม้ว่า จะไม่สามารถเข้าร่วมประชุมด้วย ตนเอง ทั้งการเกาะติดการประชุม เอกสารที่ใช้ประกอบการประชุม การออกเสียงลงคะแนน สามารถตรวจนับได้อย่างรวดเร็ว แม่นยํา โปร่งใส ตลอดจนการสื่อสารกับผู้ร้บมอบฉันทะของตนโดยสะดวก ทันต่อเหตุการณ์ ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ทําให้การลงทะเบียนสะดวก รวดเร็ว
IRPLUS IPO SERVICE บริการที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์สำหรับบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียน
IRPLUS IR WEBSITE บริการจัดทำเมนูนักลงทุนสัมพันธ์แบบครบวงจร
IRPLUS MARKETING SERVICE บริการด้านการตลาดแบบครบวงจร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดทำรายงาน 56-1 และวิธีแก้ไขการจัดทำรายงาน 56-1 One Report เป็นขั้นตอนสำคัญที่บริษัทจดทะเบียนใน...
04/03/2025

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดทำรายงาน 56-1 และวิธีแก้ไข
การจัดทำรายงาน 56-1 One Report เป็นขั้นตอนสำคัญที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องปฏิบัติตาม รายงานนี้ไม่ได้เพียงแค่แสดงผลประกอบการทางการเงิน แต่ยังรวมถึงข้อมูลธุรกิจ การกำกับดูแลกิจการ และข้อมูลด้านความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การจัดทำรายงาน 56-1 มักเกิดข้อผิดพลาดที่อาจทำให้บริษัทเสี่ยงต่อการถูกลงโทษจากสำนักงาน ก.ล.ต. และเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน บทความนี้จะแนะนำ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย พร้อมวิธีแก้ไขอย่างมืออาชีพ เพื่อช่วยให้บริษัทของคุณสามารถจัดทำรายงาน 56-1 ได้อย่างสมบูรณ์และน่าเชื่อถือ
1. ข้อมูลทางการเงินไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน
ปัญหา
ข้อมูลทางการเงินที่ไม่ถูกต้องหรือขาดข้อมูลสำคัญ เช่น รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร และการเปรียบเทียบผลประกอบการจากปีก่อนหน้า อาจทำให้รายงานไม่น่าเชื่อถือและเกิดความสับสนในหมู่นักลงทุน
วิธีแก้ไข
– ตรวจสอบข้อมูลทางการเงินกับทีมบัญชีและผู้สอบบัญชีภายนอกอย่างละเอียดก่อนเผยแพร่
– ใช้การวิเคราะห์ทางการเงิน เช่น ROA, ROE และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน เพื่อแสดงภาพรวมของสถานะการเงินอย่างครบถ้วน
– ปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (IFRS) เพื่อความโปร่งใสและป้องกันความผิดพลาด
2. ขาดการรายงานความเสี่ยงที่เพียงพอ
ปัญหา
หลายบริษัทไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อธุรกิจ หรือให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ทำให้นักลงทุนไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง
วิธีแก้ไข
– ระบุความเสี่ยงหลักที่อาจส่งผลต่อธุรกิจ เช่น ความเสี่ยงจากตลาด การเงิน และกฎหมาย
– แสดงแนวทางการจัดการความเสี่ยงเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการวางแผนรับมือ
– ใช้การจัดอันดับความเสี่ยง (Risk Ranking) เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น
3. ขาดการรายงานด้าน ESG (Environmental, Social, Governance)
ปัญหา
บริษัทหลายแห่งมองข้ามการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งเป็นที่สนใจของนักลงทุนมากขึ้นในปัจจุบัน การไม่ให้ข้อมูลด้าน ESG อาจทำให้บริษัทเสียโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน
วิธีแก้ไข
– รายงานการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการทรัพยากร
– รายงานความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การสนับสนุนชุมชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงาน
– รายงานด้านการกำกับดูแล เช่น การปฏิบัติตามหลักการ CG Code และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
4. การเขียนเนื้อหาที่ซับซ้อนและไม่ชัดเจน
ปัญหา
การเขียนรายงานที่ใช้ภาษาทางเทคนิคมากเกินไปหรือมีโครงสร้างเนื้อหาที่ซับซ้อน อาจทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจข้อมูลสำคัญ ซึ่งส่งผลให้รายงานไม่น่าสนใจและไม่น่าเชื่อถือ
วิธีแก้ไข
– ใช้ภาษาที่เรียบง่ายและชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลอ่านง่ายและเข้าใจง่าย
– จัดทำโครงสร้างรายงานที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน เช่น เริ่มจากบทนำ ภาพรวมธุรกิจ ผลประกอบการ การวิเคราะห์ความเสี่ยง และบทสรุป
– ใช้อินโฟกราฟิกและกราฟในการนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อช่วยสรุปข้อมูลให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
5. ขาดการรายงานข้อมูลด้านการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance – CG)
ปัญหา
การไม่ให้ข้อมูลด้านการกำกับดูแลกิจการที่เพียงพอ อาจทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในบริษัท และอาจทำให้บริษัทเสียคะแนนในการประเมิน CGR (Corporate Governance Report)
วิธีแก้ไข
– รายงานข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท เช่น หลักการโปร่งใส ความยุติธรรม และการรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น
– แสดงผลการประเมิน CGR ของบริษัท เพื่อแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลที่ดี
– รายงานข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการบริษัทและการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์
6. ขาดการตรวจสอบและการอนุมัติจากคณะกรรมการ
ปัญหา
บางบริษัทเร่งเผยแพร่รายงาน 56-1 โดยขาดการตรวจสอบอย่างละเอียดและการอนุมัติจากคณะกรรมการ ทำให้มีข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรายงาน
วิธีแก้ไข
– ตั้งทีมงานที่ประกอบด้วยฝ่ายบัญชี ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด
– ให้คณะกรรมการบริษัทตรวจสอบและอนุมัติรายงานก่อนเผยแพร่
– ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
7. การเผยแพร่ล่าช้าหรือไม่ตรงตามกำหนด
ปัญหา
การเผยแพร่รายงาน 56-1 ไม่ทันกำหนดเวลาที่ ก.ล.ต. กำหนด อาจทำให้บริษัทถูกลงโทษและเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
วิธีแก้ไข
– วางแผนการจัดทำรายงานล่วงหน้าและกำหนดตารางเวลาที่ชัดเจน
– ตั้งทีมงานที่รับผิดชอบและติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
– ใช้ระบบจัดการเอกสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยในการเตรียมและส่งรายงาน
สรุป
การจัดทำรายงาน 56-1 One Report ที่มีคุณภาพและปราศจากข้อผิดพลาดเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นให้นักลงทุน การตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด การรายงานด้านความเสี่ยงและ ESG การเขียนเนื้อหาที่ชัดเจน และการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลที่ดีจะช่วยให้รายงานของคุณมีความสมบูรณ์และเป็นมืออาชีพ
หากคุณต้องการความช่วยเหลือในการจัดทำรายงาน 56-1 One Report ที่น่าสนใจและครบถ้วน IR PLUS พร้อมให้บริการและคำปรึกษาในการจัดทำรายงานที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

กลุ่มเจมาร์ท เร่งเครื่อง ทรานส์ฟอร์มสู่ Digital First เต็มรูปแบบลุย Fin Tech - Commerce Tech ตั้งเป้าหมายเติบโตต่อเนื่อง...
04/03/2025

กลุ่มเจมาร์ท เร่งเครื่อง ทรานส์ฟอร์มสู่ Digital First เต็มรูปแบบ
ลุย Fin Tech - Commerce Tech ตั้งเป้าหมายเติบโตต่อเนื่อง
JMART ปี 68 ประกาศเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ Fin Tech และ Commerce Tech พร้อมตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง ดันธุรกิจหลักโตแรง นำโดยธุรกิจบริหารหนี้ JMT - ธุรกิจมือถือ Lock Phone Platform เติบโต ทั้ง Samsung Finance+ และ SG Finance+ พร้อมด้วยการเติบโตของพันธมิตร Suki Teenoi และบริษัทที่เข้าไปลงทุน หนุน Investment Return ปีนี้คาดรับเงินปันผลกว่า 800 ล้านบาท พร้อมเสริมทัพกลยุทธ์ทางธุรกิจระยะยาวด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล วางยุทธศาสตร์เดินเกมเจมาร์ทสู่ Digital First เต็มรูปแบบ
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (JMART) เปิดเผยถึง กลยุทธ์ปี 2568 กลุ่มเจมาร์ทเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้น Fin Tech และ Commerce Tech หลังจากปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ JMART กลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโตอีกครั้ง โฟกัสในการลดต้นทุนภาระหนี้ เพิ่มกำไรในทุกบริษัท ตั้งเป้า JMART กำไรเติบโต 30%
ซึ่งหนึ่งในความสำเร็จมาจากบริษัทที่เข้าไปลงทุนส่งกำไรกลับมาได้อย่างมีศักยภาพ (Investment Return) และคาดปีนี้จะมี Dividend Yield เข้ามาที่ JMART มากกว่า 800 ล้านบาท ชูโรงด้วย Key Driver สำคัญอย่าง สุกี้ ตี๋น้อย ภายใต้ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทที่เข้าไปลงทุนในปีที่ผ่านมา มีการเติบโตและการขยายสาขาอย่างโดดเด่น หนุนให้ JMART ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น Suki Teenoi สัดส่วน 30% หรือเท่ากับ 350.7 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา จากผลกำไรสุทธิรวมของ Suki Teenoi 1,169 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 Suki Teenoi มีสาขาทั้งหมด 78 สาขา Teenoi BBQ (บุฟเฟต์ปิ้งย่าง) 1 สาขา และ Teenoi Express (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา และได้เริ่มขยายออกไปต่างจังหวัดมากขึ้น ตั้งเป้าปี 2568 ขยายสาขาประมาณ 26 สาขา และเตรียมเปิดตัวครัวกลาง เพื่อบริหารจัดการเครือข่ายสาขาให้มีประสิทธิภาพ
สำหรับ Next Driver มองว่าธุรกิจ Lock Phone จะเป็นอีกโอกาสสำคัญ ด้วยการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจมือถือ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เราเชี่ยวชาญ และมี Market size ที่ใหญ่ หรืออยู่ที่ 15-20 ล้านเครื่องต่อปี มีปัจจัยเร่งมาจากกำลังซื้อผู้บริโภค ความก้าวล้ำของเทคโนโลยี ประกอบกับการ Synergy ในกลุ่มบริษัท ในด้าน JMT เป็นธุรกิจหลักที่ส่งกำไรให้ JMART อยู่เสมอ และปีนี้กลับมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดย Big Change คือการเตรียมพร้อมสู่ JMT Gen2 การใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์และการให้บริการลูกค้า ตอกย้ำการเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่เริ่มทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยเทคโนโลยี
นายเอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยว่า ด้วยจุดมุ่งหมายในการขับเคลื่อนธุรกิจภายในกลุ่มเจมาร์ทสู่ธุรกิจ Generation 2 (Gen2) หรือการเปลี่ยนแปลงจากอนาล็อก (Analog) ให้เป็นดิจิทัล (Digital) เราได้วางกลยุทธ์ Center of Excellence (COE) นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้สร้างการเติบโตในอนาคต โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1. “TechTech” การนำระบบในการยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (One ID) ต่อยอดจาก KYC มาตรฐานเดียวกับธนาคาร ซึ่งปัจจุบันเรามีฐานข้อมูลผู้ใช้งานอยู่ 2 ล้านคน ช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจในการขยายตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น 2. “Mar Tech” การรุกตลาดดิจิทัลผ่าน J Point ซึ่งคาดปีนี้มีประมาณ 1 ล้าน User ช่วยเสริมสร้าง Business Impact ด้านกิจกรรมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขาย
3. “Data Tech” การใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า 4. “Fin Tech” รุกตลาดสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มต่อเนื่อง โดยมี J Wallet ซึ่งเป็นดิจิทัลวอลเล็ตที่สนับสนุนในกลุ่มเจมาร์ท รวมทั้ง เตรียมรุกตลาด Insure Tech เสริมแกร่ง
6. “Commerce Tech” ในการจับมือพันธมิตรสร้างรูปแบบการขายใหม่ๆ ผ่าน Social Commerce
นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (J Ventures) กล่าวเสริมอีกว่า กลุ่มบริษัทเชื่อว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ให้เจมาร์ทเป็น Digital First มากขึ้น เราจะไม่ทำธุรกิจเหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้ง Fin Tech, Commerce Tech และ Insure Tech โดยเชื่อมต่อระหว่างบริษัท Gen1 คือการที่บริษัทพบลูกค้าแบบ Analog และ Gen2 คือการพบลูกค้าแบบดิจิทัล ภายใต้จุดแข็งกลุ่มเจมาร์ทมีวาไรตี้สูงมาก เรามีฐานลูกค้าหลากหลายประเภท แกนกลางคือเทคโนโลยี ดังนั้นการยืนยันตัวตนเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง และกลไกทั้งหมดที่ขับเคลื่อนด้วย JFIN Chain เราได้สร้าง Technology Foundation เตรียมพร้อมไว้แล้ว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สนับสนุนให้กลุ่มเจมาร์ทมีความแข็งแรง เตรียมพร้อมรับโอกาสในอนาคต
นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) (J) ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริการพื้นที่เชิงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 มุ่งเน้นบริหารพื้นที่เดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้ง IT Junction และ Community Mall ภายใต้แบรนด์ The Jas และ JAS Green Village ปัจจุบันมีศูนย์การค้า 8 แห่ง มีพื้นที่รวมประมาณ 100,000 ตารางเมตร มีพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ เช่น Lotus เปิดสาขาร่วมกันที่ โครงการ JAS Green Village ประเวศ และ BigC Foodplace เปิดที่ JAS Green Village รามอินทรา พร้อมกับจับมือสุกี้ตี๋น้อย ที่จะเปิดสาขาร่วมกันเพิ่มเติมอีก คาดจะมี 5 สาขาในปีนี้ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา JAS Green Village ขอนแก่น ชูโมเดลห้างสรรพสินค้าผสานโรงแรม เตรียมเปิดในปี 2569 เป็นสาขาที่ 9 สำหรับ SENERA Senior Wellness ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร บริษัทลูกที่จะเป็นอีก Key Driver มีการเติบโตไปกับเมกะเทรนด์ด้านการดูแลสุขภาพและสังคมสูงวัยของประเทศ
ด้าน นายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึง บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแกนของ JMART ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟน เปิดเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 1/2568 สัญญาณดี ได้รับอานิสงส์ในช่วงต้นปีจากภาครัฐบาล รวมทั้ง สินค้าแฟลกชิพจากภาพรวมตลาด AI Smartphone นอกจากนี้ กลยุทธ์การนำ J Point มาใช้ และผลักดันยอดขายผ่านสินเชื่อมือถือ Lock Phone ทั้งในส่วนของ Samsung Finance+ โดยบริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด และ SG Finance+ โดย บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มุ่งเน้น Mobile Care Protection ซึ่งเป็นการขายประกันเข้าไป จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนธุรกิจของบริษัทปีนี้ให้เติบโตยิ่งขึ้น ทั้งผ่านช่องทางการแบบรีเทล และมุ่งเน้นขยายไปยังช่องทางใหม่ๆ ผ่านพันธมิตรและแพลตฟอร์ม
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) ผู้นำธุรกิจติดตามหนี้ และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ตั้งเป้าปี 2568 กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ให้เป้ากำไรโตแตะระดับ 2,000 ล้านบาท จากธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพที่มีรายได้อย่างมั่นคง แม้สถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว บริษัทฯ มุ่งเน้นคุณภาพในการจัดเก็บ และการบริหารผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ซึ่งได้มีการปรับแก้ไขในปีที่ผ่านมาให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และในไตรมาส 1/2568 ยังอยู่ในระดับที่วางไว้ สัญญาณ ECL ในไตรมาสถัดๆไปมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
พร้อมกับวางงบซื้อหนี้ปีนี้ 2,000 ล้านบาท คาดการซื้อหนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในครึ่งปีหลัง จากครึ่งปีแรกยังมีมาตรการภาครัฐผยุงอยู่ และโฟกัสกลุ่ม Unsecure Loan เป็นหลัก จากสิ้นปี 2567 JMT ใช้เงินลงทุนซื้อหนี้ 1,139 ล้านบาท ซื้อหนี้เข้ามาบริหารประมาณ 30,000 ล้านบาท สนับสนุนพอร์ตบริหารหนี้รวมอยู่ที่ 544,920 ล้านบาท และมียอดจัดเก็บหนี้ (Cash Collection) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8,809 ล้านบาท (รวม JK AMC) เรามีแอปพลิเคชันมาช่วยสนับสนุนธุรกิจทั้งการชำระหนี้ และนัดหมายสำหรับการซื้อบ้านมือสอง ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ สำหรับแผนการรุกตลาด InsurTech หลังจาก JMT ได้ประกาศแผนเข้าร่วมทุนกับ บริษัท แอกซินัน (ประเทศไทย) จำกัด จัดตั้งการร่วมค้า (Joint Venture) มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจประกันภัยในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้แบรนด์ “igloo” โดย JMT ถือหุ้นในบริษัทร่วมค้า 51% ขับเคลื่อน InsurTech ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ หุ้นกู้ของ JMT 2 ชุดที่จะครบกำหนดในเดือนเมษายน และตุลาคมเตรียมเงินรอไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเงินจำนวน 4,500 ล้านบาท มาจาก Cash Collection อีกทั้ง มีเงินสดในมือ และเงินในกองทุน รวมทั้ง มีแผนออกหุ้นกู้ประมาณ 4,500 ล้านบาท
นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (SINGER) เปิดเผยว่า ในปี 2568 มั่นใจภาพรวมกำไรเติบโตก้าวกระโดด จากการบริหารจัดการภายในเพื่อลดต้นทุน ประกอบกับไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ สนับสนุนความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น อีกทั้ง SINGER คืนหุ้นกู้ครบแล้วในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่มีแผนออกหุ้นกู้ใหม่ ทำให้ในช่วงที่เหลือของปีไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายอีก ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมาภาระดอกเบี้ยจ่ายจากหุ้นกู้อยู่ที่ประมาณกว่า 200 ล้านบาท เข้ามาสนับสนุนภาพรวมผลการดำเนินงานทันที นอกจากนี้ ในปี 2568 SINGER เดินหน้าขยายเครือข่ายการขายผ่าน Lock Phone และการขายผ่าน Direct Sale และ Tele sales จากการพัฒนา SG Finance+ เข้ามาปลดล็อกการรุกตลาดไปยังช่องทางออนไลน์ ทำให้สามารถยืนยันตัวตนและขอสินเชื่อผ่านออนไลนได้ภายใน 3 นาที และสามารถควบคุมหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงโฟกัสการรุกธุรกิจมือถือในปีนี้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มสินค้ามัลติแบรนด์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Green Energy
ทั้งนี้ จากความสำเร็จในปี 2567 สามารถพลิกกลับมาเทิร์นอะราวด์อย่างแข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 14 ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 3,210 ล้านบาท แม้ในไตรมาส 4/2567 มีการขาดทุน 61 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย One time จากการปิดสถานที่ค่าเช่าหรือค่าบริหารที่ไม่ก่อให้เกิดกำไร จากการเคลียร์สต็อกสินค้ามือสองได้เร็ว และการปิดคลังสินค้า อย่างไรก็ดี SINGER มีสินค้ามือสองคงเหลือ 254 ล้านบาท และตัวเลข Net book value เหลืออยู่เพียง 116 ล้านบาท เป็นตู้น้ำมันประมาณ 90 ล้านบาท โดยปีที่แล้วกระจายตั้งตู้น้ำมันไป 1,740 ตู้ คาดปีนี้ตั้งตู้น้ำมันเพิ่มอีก 120 ตู้/เดือน ทำให้ SINGER จะมีรายได้ใหม่เกิดขึ้น สามารถเปลี่ยนจาก Pain Point เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ใหม่ และเป็นเหตุผลให้ SINGER ปิดคลังสินค้า ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว
นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (SGC) เปิดเผยถึง ภาพรวมปี 2568 เดินหน้าบุกธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ภายใต้โครงการ SG Finance+ แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยสนับสนุนการขาย จากในปี 2567 ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 3,246 ล้านบาท มีสัญญาทั้งหมดกว่า 343,889 สัญญา ผ่านเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรเกือบ 5,900 แห่ง และพาร์ทเนอร์ 6 แบรนด์มือถือชั้นนำ คือ OPPO – VIVO – XIAOMI – realme – Infinix และล่าสุด Honor แบรนด์จีนที่มี Market share ตลาดมือถือในประเทศสูงถึง 62% และมี NPL อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.74 เท่า
ในปี 2568 ตั้งเป้าปีนี้ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท จากปีก่อนปล่อยสินเชื่อ Lock Phone อยู่ที่ 3,246 ล้านบาท จากการขยายตลาดเชิงรุกเต็มปี ซึ่งจะสนับสนุนรายได้อื่นๆ เข้ามาสนับสนุนเพิ่มขึ้น จากค่าคอมมิชชั่นจากการขายมือถือ (Marketing Support) รวมไปถึงยังได้ค่าธรรมเนียมในการใช้แพลตฟอร์มเครื่องละ 300 บาท นอกจากนี้ เราจะเน้นขายประกันจอแตกผ่าน SG Shield มาขายบันเดิลยอดสินเชื่อ คาดเห็น SG Shield 100 ล้านต่อกรมธรรม/ปี รับรู้คอมมิชชั่นเข้ามาสนับสนุน
อย่างไรก็ดี แผนการปล่อยสินเชื่อ Lock phone 8,000 ล้านบาท แหล่งเงินทุนมาจากกระแสเงินสดบริษัทส่วนหนึ่ง โดยในปี 2567 เราเก็บเงินจากพอร์ตลูกหนี้ราว 6,000 ล้านบาท คาดปีนี้เก็บเงินได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ อีกทั้ง ปีนี้มีแผนออกหุ้นกู้สนับสนุนการขยายธุรกิจราว 500-1,000 ล้านบาท เป็นโอกาสเข้ามาเติมเต็มโอกาสธุรกิจที่สามารถเพิ่มศักยภาพการเติบโต สะท้อนจากความสำเร็จในการปรับกลยุทธ์ และสนับสนุนกำไรสุทธิในปี 2567 เทิร์นอะราวด์อยู่ที่ 163 ล้านบาท มีพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 14,408 ล้านบาท โดยหลักมาจากการปรับพอร์ตลดลงของสินเชื่อรถทำเงิน (C4C) และการปรับพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า (HP) มาโฟกัสสินเชื่อ Lock Phone ซึ่งเริ่ม Nation Wide ในเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา และมี EIR ในระดับสูงกว่าธุรกิจเดิม จากเป้า EIR 28% เราทำได้ 31%

“กลุ่ม efin” ผนึกกำลัง “FynnCorp” เซ็น MOU เสริมโซลูชั่นการให้บริการทางการเงินและ IR TECHบริษัท ออนไลน์แอสเซ็ท จำกัด หรื...
04/03/2025

“กลุ่ม efin” ผนึกกำลัง “FynnCorp”
เซ็น MOU เสริมโซลูชั่นการให้บริการทางการเงินและ IR TECH
บริษัท ออนไลน์แอสเซ็ท จำกัด หรือ กลุ่มธุรกิจ efin ผู้นำด้านเทคโนโลยีไฟแนนซ์ครบวงจร รวมทั้ง ส่วนงานด้านที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท ฟินน์คอร์ป แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด หรือ FynnCorp กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุน ที่ให้บริการอย่างครบวงจรในตลาดทุนไทยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันขยายโอกาสทางธุรกิจ เสริมศักยภาพ และยกระดับนวัตกรรมด้านการเงิน-การลงทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ต่อยอดการให้บริการด้าน IR TECH ในการนำเสนอข้อมูลสู่นักลงทุนด้วยช่องทางที่ทันสมัย
ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนตลาดทุนไทยสู่ความยั่งยืน
โดยภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นางสมบัติศิริ เชาวกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายวุฒิพงษ์
เชิดธนากร กรรมการ บริษัท ออนไลน์แอสเซ็ท จำกัด ถ่ายภาพร่วมกับ นายพรพุทธ ริจิรวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บริษัท ฟินน์คอร์ป แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด หรือ FynnCorp ณ สำนักงานใหญ่ FynnCorp อาคารวานิชเพลซ
อารีย์ เมื่อเร็วๆ นี้
นางสมบัติศิริ เชาวกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ efin กล่าวว่า “เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมศักยภาพของทั้งสองบริษัท แต่ยังเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบริการที่ทันสมัย และสอดรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ IR PLUS ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม efin ที่มุ่งเน้นยกระดับการให้บริการที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ด้วย IR TECH ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาช่วยยกระดับการสื่อสารข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน สามารถตอบโจทย์นักลงทุนยุคดิจิทัล เราเชื่อมั่นว่า ด้วยความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีทางการเงิน ของทั้ง efin และ FynnCorp จะร่วมกันยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมการลงทุนได้อย่างยั่งยืน”
ด้าน นายพรพุทธ ริจิรวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท FynnCorp กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุน ที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (กลต.) กล่าวว่า “ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มธุรกิจ efin เพื่อพัฒนาและยกระดับบริการด้านการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจ จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการเงินของ efin และประสบการณ์เชิงลึกของ FynnCorp ในด้านที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุน เราไม่ได้แค่พัฒนา ‘เครื่องมือ’ เท่านั้น แต่เรากำลังสร้าง ‘มาตรฐานใหม่’ ให้กับตลาดทุนไทย โดยใช้เทคโนโลยีเสริมศักยภาพด้าน IR TECH มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับงานด้านที่ปรึกษาทางการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ ทำให้การสื่อสารระหว่างบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุนมีความ แม่นยำ รวดเร็ว และโปร่งใสยิ่งขึ้น
ความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจ efin ครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการลงทุนของไทย FynnCorp ไม่เพียงต้องการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน แต่เราต้องการเป็น ‘ตัวเร่ง’ ให้ตลาดทุนไทยก้าวไปข้างหน้า ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าธุรกิจ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับทั้งอุตสาหกรรม”
ึกกำลังFynnCorp

Advice ปลุกตลาดไอทีสมาร์ทโฟนทั่วประเทศ จัด Advice IT & Mobile Expo 2025 มหกรรมรวมสินค้าและโปรโมชั่นใหญ่ที่สุดแห่งปี จับเ...
03/03/2025

Advice ปลุกตลาดไอทีสมาร์ทโฟนทั่วประเทศ
จัด Advice IT & Mobile Expo 2025 มหกรรมรวมสินค้าและโปรโมชั่นใหญ่ที่สุดแห่งปี จับเทรนด์ตลาดปลดล็อคดีมานด์ต่างจังหวัด ปล่อยดีลพิเศษพร้อมชนทุกงานคอม
บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE ผู้นำธุรกิจค้าปลีกไอทีและบริการแบบครบวงจร มั่นใจปี 68 ตลาดไอทีกลับมาคึกคักพร้อมตั้งเป้ารุกตลาด High Spending ในพื้นที่ต่างจังหวัด กระตุ้นการซื้อผ่านกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษมากมายในงาน Advice IT & Mobile Expo 2025 วันที่ 6 - 10 มี.ค. 68 หวังโตในช่วงตลาดไอทีฟื้นตัวจากปัจจัยด้านสินค้า เทคโนโลยี และกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งแอดไวซ์ในฐานะผู้นำด้านสินค้าไอทีที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ มองเห็นโอกาสที่มากขึ้นจากแนวโน้มด้านสินค้าที่ภายในปี 68 ที่ผู้ผลิตสินค้าให้ความสำคัญในการพัฒนา AI เข้ากับตัวสินค้าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตอบสนองพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในการใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงปัจจัยของการเปลี่ยนผ่านกลุ่ม Generation Z ที่มีบทบาทในการอุปโภคบริโภคมากขึ้นเช่นกัน ถือเป็นความท้าทายที่แอดไวซ์ตั้งเป้าหมายเพื่อขยายส่วนแบ่งทางตลาดเพิ่มในปีนี้
ในขณะที่เทคโนโลยี AI ยังคงเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงและจับตามองอย่างต่อเนื่องมาตลอด 2 - 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเข้ามาของเทคโนโลยีดังกล่าวได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปิดรับการทำงานร่วมกับ AI มากขึ้น รวมถึงการยอมรับเทคโนโลยีดังกล่าวว่า มีส่วนช่วยให้การดำเนินชีวิตที่ดีและสะดวกมากยิ่งขึ้น ทำให้การผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มสินค้าไอทีและสมาร์ทโฟนเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้านการใช้ AI เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน โดยจากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าตลาดไอทีและสมาร์ทโฟนในปี 68 จะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดียิ่งขึ้นจากเทคโนโลยี AI ที่ถูกพัฒนาจากกลุ่มแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ทั่วโลก
คุณศรัณย์ ปัญหา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบริหารด้านการค้า บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) กล่าว “แอดไวซ์เป็นร้านค้าที่ลูกค้าให้การยอมรับว่ามีสินค้าครบถ้วนมากที่สุด ซึ่งในทุกช่องทางการให้บริการของเรานั้นมีสินค้ามากกว่า 16,000 รายการ ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคในตลาด โดยเรามุ่งมั่นที่จะเป็นร้านค้าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของลูกค้า เราจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสินค้าในทุกๆกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในปี 68 กลุ่มสินค้าที่เป็น AI PC และ AI Phone จะมีความดีมานด์และซัพพลายที่สูงขึ้นมากอย่างแน่นอนทั้งจากกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภค ดังนั้นการจัดงาน Advice IT & Mobile Expo เราตั้งใจให้กิจกรรมและโปรโมชั่นต่างๆภายในงานเป็นส่วนช่วยในการส่งมอบสินค้าและประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดจากแอดไวซ์สู่ผู้บริโภคในทุกกลุ่ม”
คุณมณทิชา ศรีอิ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) กล่าว “การจัดงาน Advice IT & Mobile Expo ถือเป็นการส่งมอบกิจกรรมและข้อเสนอพิเศษไปยังลูกค้าทุกกลุ่มทั่วประเทศผ่านหน้าร้านที่ครอบคลุมและช่องทางออนไลน์ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลลูกค้าในช่วงปี 67 ที่ผ่านมา แอดไวซ์พบว่ากำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าในจังหวัดต่างๆมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้การจัดงาน Advice IT & Mobile Expo ทั่วประเทศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและจะช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตในปีนี้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงอีกหนึ่งความน่าสนใจของปี 68 คือการเข้ามามีบทบาทในการบริโภคมากขึ้นของกลุ่ม Gen Z ซึ่งแอดไวซ์มองเห็นความท้าทายและโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเราได้เตรียมแผนการตลาดไว้สำหรับโอกาสนี้ในปี 68 แล้วเช่นกัน”
ุกตลาดไอที

STECH เปิดงบปี 67 รายได้พุ่งทะลุ 2 พันลบ. อัตรากำไรขั้นต้นเข้าตา 20.85% ใจป้ำเคาะจ่ายเงินปันผล 0.034 บ./หุ้น ลั่นปี 68 จ...
03/03/2025

STECH เปิดงบปี 67 รายได้พุ่งทะลุ 2 พันลบ. อัตรากำไรขั้นต้นเข้าตา 20.85% ใจป้ำเคาะจ่ายเงินปันผล 0.034 บ./หุ้น ลั่นปี 68 จ่อลุยประมูลงานใหม่เพียบ
“บมจ.สยามเทคนิคคอนกรีต หรือ STECH” โชว์ผลประกอบการปี 67 อัตรากำไรขั้นต้นโดดเด่นแตะ 20.85% หลังเน้นบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้อยู่ที่ 2,082.36 ล้านบาท เติบโต 5.73% ผลจากได้ส่งมอบงานในปริมาณที่สูง และมียอดสั่งซื้อในมือแน่น แม้กำไรสุทธิ อยู่ที่ 117.31 ล้านบาท ลดลง จากต้นทุนการจัดจำหน่าย-ค่าใช้จ่ายบริหาร-ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น แต่บริษัทยังคงเดินหน้าตอบแทนผู้ถือหุ้น บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลในอัตรา 0.034 บาท/หุ้น พร้อมประเมินปี 68 STECH มั่นใจเติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้โต 5-8% ลุยประมูลโครงการใหม่เพื่อเพิ่ม Backlog จากปัจจุบันอยู่ที่ 700 ล้านบาท รับการลงทุนภาครัฐ-เอกชน กระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้ง การเข้าลงทุนในวังคอนกรีต ขยายฐานสู่ภาคใต้ พร้อมรับรู้ปีนี้เต็มปี
นายวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง เช่น เสาเข็ม เสาไฟฟ้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า “STEC” ที่มีจุดเด่นโรงงานผลิตลวดใช้กระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมบริการขนส่งผลิตภัณฑ์บริการตอกเสาเข็ม และบริการรับเหมาก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก เปิดเผยผลประกอบการปี 2567 บริษัทมีรายได้ 2,082.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.93 ล้านบาท หรือ 5.73% จากการส่งมอบงานในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยอดสั่งซื้อที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 13.84% มาอยู่ที่ 2,039.54 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากงานก่อสร้างลดลงเล็กน้อยเป็น 42.82 ล้านบาท เนื่องจากมีการส่งมอบโครงการแล้วเสร็จจำนวน 2 โครงการในช่วงไตรมาส 2/2567 และไตรมาสที่ 4/2567 ส่งผลให้บริษัทมีการรับรู้รายได้จากงานโครงการลดลงเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี ปี 2567 บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประประสิทธิภาพ ทั้งด้านต้นทุนการขายและบริการ ซึ่งส่งผลให้ STECH มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นมาอยู่ในระดับ 20.85% เมื่อเทียบกับปี 2566 อยู่ที่ 18.95% สำหรับกำไรสุทธิงวดปี 2567 อยู่ที่ 117.31 ล้านบาท ลดลง 10.27 ล้านบาท หรือ 8.04% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ที่ 127.58 ล้านบาท โดยในปี 2567 มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5.6% เนื่องจากบริษัทฯ มีต้นทุนการจัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายบริหาร รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น
เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นและสะท้อนความเชื่อมั่นการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสด จำนวน 24.65 ล้านบาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในอัตราหุ้นละ 0.034 บาท โดยกำหนดสิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) เพื่อมีสิทธิรับเงินปันผล ในวันที่ 14 มีนาคม 2568 และวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 13 มีนาคม 2568 โดยจะมีการจ่ายปันผลในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 นี้
สำหรับเป้าหมายและแผนงานปี 2568 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตจากปีก่อน 5-8% เนื่องจากบริษัทยังมีงานที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) จำนวน 700 ล้านบาท รวมทั้งยังพร้อมเข้าร่วมประมูลงานโครงการใหม่ของปีนี้อย่างต่อเนื่อง จากงานภาครัฐที่คาดว่าจะต้องมีการลงทุนใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตามแผน STECH พร้อมเข้าประมูลงานทั้งภาครัฐและเอกชนหลายโครงการ ตอกย้ำผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง ที่มีโรงงานจำนวน 10 แห่ง ครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา STECH ได้เข้าไปลงทุนใน บริษัท วังคอนกรีต จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต ประเภทเสาเข็ม และแผ่นพื้น เพื่อขยายธุรกิจไปยังภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทฯ ยังไม่มีโรงงาน ทำให้เพิ่มช่องทางในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทได้อีกช่องทาง อีกทั้ง ภาคใต้มีแผนเมกะโปรเจกต์หรือโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ทั้งโครงการกำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาและอนุมัติโครงการ เป็นโอกาสของบริษัทฯ ในการขยายฐานให้กว้าง และจะรับรู้ผลงานในปีนี้เข้ามาเต็มปี
สำหรับอีกจุดเด่นสำคัญของ STECH โดยกลุ่มบริษัทมีโรงงานและกระบวนการผลิตลวดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใหม่ โดยไม่ต้องใช้น้ำกรดซึ่งเป็นกรดไฮโดรคลอริคเข้มข้นในการกัดลวดโลหะให้สะอาดเหมือนในอดีต จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งพร้อมจัดจำหน่ายเสาเข็มขนาดเล็ก (Micropile) ให้กับลูกค้าใน รูปแบบ B2C ซึ่งเป็นการจำหน่ายให้กับ ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือเจ้าของบ้านที่ต้องการซ่อมแซม ต่อเติมบ้าน ไม่ให้ทรุดตัว เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับ STECH ในอนาคต
“ภาพรวมตลาดคอนกรีตอัดแรงในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการสนับสนุนของภาครัฐที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในโครงการขนาดใหญ่ เช่น การสร้างถนน สะพาน และอาคารขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ดี STECH มุ่งเน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้พัฒนาคอนกรีตอัดแรง และการผลิตลวดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันได้ดีขึ้นในอนาคต” นายวัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้าย
ิดงบปี67

AURA ทะลุเป้า!  ปี 67 All Time High ทั้งรายได้ – กำไร กวาดกำไรเกือบ 1,135 ลบ. โตแรง 33.5% ปันผล 0.42 บาท/หุ้น บมจ. ออโรร...
03/03/2025

AURA ทะลุเป้า! ปี 67 All Time High ทั้งรายได้ – กำไร
กวาดกำไรเกือบ 1,135 ลบ. โตแรง 33.5% ปันผล 0.42 บาท/หุ้น
บมจ. ออโรร่า ดีไซน์ (AURA) ประกาศผลงานปี 67 All Time High กำไรสุทธิทะยานแตะ 1,134.8 ลบ. เติบโต 33.5% ด้าน Q4/67 ปิดงบสวย จากธุรกิจ Modern Gold และ Gold Financing พอร์ตโตระเบิด! สิ้นปีมีลูกหนี้ขายฝากทะลุเป้าเฉียด 4,881 ลบ. ด้านบอร์ดไฟเขียวจ่ายเงินปันผล 0.42 บ./หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 1 พ.ค.นี้
นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ “AURA” ผู้นำธุรกิจค้าปลีกทองรูปพรรณ เครื่องประดับเพชร อัญมณี และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นที่มีบริการแบบครบวงจร (One Stop Service) เปิดเผยตัวเลขความสำเร็จของผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2567 และงวดปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้จากผลการดำเนินงานทำสถิติสูงสุด (All Time High) ส่วนกำไรทำสถิติสูงสุดเช่นกัน
โดยในไตรมาส 4/2567 บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงาน 9,589.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.7% กำไรสุทธิ 310.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน สนับสนุนภาพรวมปี 2567 รายได้รวมอยู่ที่ 33,153.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% กำไรสุทธิ 1,134.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.5% จากปีก่อน
ทั้งนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจ Modern Gold และการขยายตัวของธุรกิจขายฝากทอง (Gold Financing) ซึ่งธุรกิจขายฝากทอง มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีลูกหนี้ขายฝาก ณ สิ้นงวด ปี 2567 อยู่ที่ 4,880.9 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายที่บริษัทฯ ตั้งไว้ที่ 3,800 ล้านบาท ตั้งแต่ครึ่งปีแรกของปี2567 ที่ผ่านมา และเกินเป้าที่ปรับ จาก 4,500 ล้านบาท เป็น 4,880.9 ล้านบาท เติบโตกว่าปีที่แล้ว 79.2% จากความต้องการสินเชื่อทองคำที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถขยายสาขาได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จาก 406 สาขา เป็น 488 สาขาในปี 2567 และมีแผนที่จะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปีต่อไปๆ พร้อมกับการเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี สนับสนุนกำไรขั้นต้นในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 9.5% เป็น 11.1%
ด้านที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติไฟเขียวจ่ายเงินปันผลตอบแทนผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.42 บาท/หุ้น รวมเป็นเงิน 560.28 ล้านบาท โดยบริษัทฯ กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 และกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น และสร้างความเชื่อมั่นในปี 2568 AURA พร้อมลุย เดินหน้าสร้างสถิติใหม่ต่อเนื่อง ทั้งการขยายตลาดทองรูปพรรณ และไฮไลท์จากธุรกิจ Gold Financing ที่เป็นตัวเร่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ุเป้า

PMC โชว์ผลงานปี 67 กำไรพุ่ง 166.8% ไฟเขียวจ่ายปันผลเป็นหุ้นพ่วงเงินสด ปักธงผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายสติ๊กเกอร์เปล่าในภูม...
28/02/2025

PMC โชว์ผลงานปี 67 กำไรพุ่ง 166.8% ไฟเขียวจ่ายปันผลเป็นหุ้นพ่วงเงินสด ปักธงผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายสติ๊กเกอร์เปล่าในภูมิภาคอาเซียน
PMC โชว์ศักยภาพธุรกิจฉลากบรรจุภัณฑ์ ผลประกอบการปี 2567 กำไรสุทธิพุ่ง 166.8% แตะ 46.45 ล้านบาท หนุนรายได้รวมเติบโตที่ 881.71 ล้านบาท จากการเดินหน้าขยายตลาดในและต่างประเทศ เน้นภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย พร้อมลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูง แม้เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขัน มั่นใจปี 2568 ลุยธุรกิจเต็มสูบ ตั้งเป้ารายได้เติบโต ระดับ Double Digit เร่งเครื่องปักธงสู่ผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายสติ๊กเกอร์เปล่าในภูมิภาคอาเซียน ด้านบอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลเป็นหุ้นพ่วงเงินสดรวม 0.028807 บาท/หุ้น
นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรียลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PMC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์เปล่า (Sticker) หรือฉลากกาว (Self-Adhesive Label) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับการผลิตฉลากสินค้าและฉลากบรรจุภัณฑ์ โดยจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ภาพรวมผลประกอบการปี 2567 รายได้รวม 881.71 ล้านบาท เติบโต 6.4% จากปีก่อน หนุนยอดขายในประเทศที่ขยายตัว และตลาดส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยน และการแข่งขันจากประเทศจีน แต่บริษัทฯ ยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้เติบโตต่อเนื่อง แตะ 18.59% เพิ่มขึ้นจาก 17.13% ในปี 2566 เนื่องจากการบริหารจัดการภายในและต้นทุนที่มีการปรับลดลง สนับสนุนให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 46.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 166.8% และมี EBITDA 98.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.1%
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2567 มีรายได้รวม 216.36 ล้านบาท เติบโต 8.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิ 9.08 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน
สำหรับโครงสร้างรายได้จากการขายแยกตามผลิตภัณฑ์ สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กระดาษสัดส่วนรายได้ 60%, ผลิตภัณฑ์ฟิล์ม 25%, ผลิตภัณฑ์ฉลากพิเศษ 14% และผลิตภัณฑ์อื่นๆ 1% ตามลำดับ และโครงสร้างรายได้จากการขายแยกตามภูมิภาค แบ่งได้ดังนี้ สัดส่วนรายได้จากการขายตลาดในประเทศ 66% และการขายต่างประเทศ 34% จากยอดขายและบริการรวมในปี 2567
อย่างไรก็ดี จากภาวะเศรษฐกิจที่มีสัญญาณการขยายตัวแม้จะไม่มาก ยังคงส่งผลบวกต่อธุรกิจของ PMC ต่อตลาดในประเทศ จะเห็นได้ว่าโดยภาพรวม บริษัทฯ ยังสามารถรักษาและขยายฐานตลาดในประเทศไว้ได้ตลอดปีที่ผ่านมา ส่วนตลาดต่างประเทศที่บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของประเทศคู่ค้าในปี 2566 ประกอบกับการแข่งขันในตลาดที่ค่อนข้างรุนแรงนั้น ในปี 2567 ก็ยังสามารถสร้างยอดขายในตลาดต่างประเทศกลับมาได้ และคาดการณ์ว่าบริษัทฯ จะสามารถเติบโตในตลาดต่างประเทศต่อเนื่องในปี 2568 พร้อมตั้งเป้า ปักธงผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายสติ๊กเกอร์เปล่าในภูมิภาคอาเซียน คาดรายได้จะเติบโตในระดับ Double Digit
เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติการจ่ายปันผลเป็นหุ้นปันผลและเงินสด โดยจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ให้กับผู้ถือหุ้นในอัตรา 38 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นปันผล จำนวนไม่เกิน 10,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000,000 บาท หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายปันผล 0.025926 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายใดมีเศษของหุ้นเดิมหลังจากจัดสรรหุ้นปันผลแล้ว ให้จ่ายปันผลเป็นเงินสดแทนการจ่ายเป็นหุ้นปันผลในอัตราหุ้นละ 0.025926 บาท นอกจากนี้ จ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.002881 บาท เพื่อรองรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย รวมการจ่ายปันผลของ PMC ในอัตราหุ้นละ 0.028807 บาท หรือคิดเป็นจำนวนเงินประมาณไม่เกิน 11,111,111.11 บาท โดยเงินปันผลทั้งหมดจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) วันที่ 7 พ.ค. 2568 และกำหนดวันที่จ่ายปันผลวันที่ 26 พ.ค. 2568 ทั้งนี้ สิทธิในการรับเงินปันผลดังกล่าวข้างต้นยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.นี้
์ผลงานปี67

ที่อยู่

466 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
Bangkok
13010

เบอร์โทรศัพท์

+6620226200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ IR PLUSผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง IR PLUS:

วิดีโอทั้งหมด

แชร์