
17/03/2025
หลายคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นคงเคยได้ยินคำว่า หุ้นเติบโต (Growth Stocks) และ หุ้นคุณค่า (Value Stocks)
เราควรเลือกลงทุนแบบไหนกันแน่ ให้เหมาะกับสถานการณ์ และเข้ากับสไตล์การลงทุนของตัวเอง ในยุคที่ตลาดมีความผันผวนสูง เอาแน่เอานอนไม่ได้แบบนี้
แต่ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Growth Stocks กับ Value Stocks ต่างกันตรงไหน..
1.หุ้นเติบโต (Growth Stocks)
หุ้นเติบโตเป็นหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพในการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านรายได้ กำไร และฐานลูกค้า
โดยมักอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เช่น เทคโนโลยี, AI, พลังงานสะอาด, อีคอมเมิร์ซ และเฮลท์แคร์
📌 ลักษณะสำคัญของหุ้นเติบโต
✅ การเติบโตสูง รายได้และกำไรเติบโตเร็ว
✅ มักมีอัตราส่วน P/E สูง เพราะนักลงทุนยอมจ่ายแพงเพื่ออนาคต
✅ ไม่ค่อยจ่ายปันผล บริษัทมักนำกำไรไปขยายกิจการแทน
ตัวอย่างหุ้นเติบโต เช่น Nvidia (NVDA), Tesla (TSLA), Amazon (AMZN), Microsoft (MSFT)
2.หุ้นคุณค่า (Value Stocks)
หุ้นคุณค่าเป็นหุ้นที่ราคาถูกกว่ามูลค่าพื้นฐานของบริษัท มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน
และมีรายได้คงที่ เช่น ธนาคาร บริษัทพลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค
📌 ลักษณะสำคัญของหุ้นคุณค่า
✅ ราคาถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐาน – P/E Ratio มักต่ำกว่า 15-20 เท่า
✅ กำไรคงที่และปันผลสม่ำเสมอ – นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากปันผลแทนการเติบโตของราคา
✅ ธุรกิจแข็งแกร่งในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
ตัวอย่างหุ้นคุณค่า: Berkshire Hathaway (BRK.B), Coca-Cola (KO), Johnson & Johnson (JNJ), JPMorgan (JPM)
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ…
หุ้นเติบโตให้โอกาสทำกำไรสูงจากการขยายตัวของธุรกิจและแนวโน้มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
แต่มีความเสี่ยงสูงเพราะราคาผันผวน อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และมักมีมูลค่าที่แพงกว่าปัจจัยพื้นฐาน
ขณะที่หุ้นคุณค่ามีความมั่นคงกว่าเพราะราคาถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐาน จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
และได้รับความนิยมในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่โตช้ากว่าและต้องใช้เวลานานกว่าตลาดจะรับรู้มูลค่าที่แท้จริง
แล้วปัจจุบันควรเลือกหุ้นแบบไหนดีกว่ากัน ?🤔
-ถ้ารับความเสี่ยงได้เยอะ และมองการเติบโตระยะยาว → หุ้นเติบโตยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI, เทคโนโลยี และพลังงานสะอาด แต่ต้องเลือกให้ดี เพราะบางตัวมูลค่าพุ่งสูงเกินไปแล้ว
-ถ้าต้องการความมั่นคง และไม่อยากเจอความผันผวนหนัก → หุ้นคุณค่าคือทางเลือกที่ดี เพราะมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับพื้นฐาน และมักมีปันผลช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอ เหมาะกับช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
-แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ผสมกันไปเลยก็ไม่ผิด นักลงทุนหลายคนใช้กลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ 60% หุ้นเติบโต + 40% หุ้นคุณค่า เพื่อรับโอกาสเติบโต พร้อมลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
ข้อควรระวังในช่วงนี้⚠️
-เตรียมรับมือกับความผันผวนจากนโยบาย "America First" เพราะอาจกระทบโดยตรงกับ หุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ
-หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), และ Cloud Computing ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นเมกะเทรนด์ แต่ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงเพราะราคาพุ่งไปมากแล้ว (Valuation สูง)
-หาหุ้นที่มีความมั่นคงและปลอดภัยมากขึ้น เพราะมีความขัดแย้งทั้งตะวันออกกลางและยูเครน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างจีน-ไต้หวัน
📌 ถ้าอยากตามข่าวคริปโต หรืออัพเดทเรื่องการลงทุนใหม่ๆ ก็อย่าลืมเพจ Digitonize เด้อ! 😉
#หุ้นเติบโต #หุ้นคุณค่า #สายลงทุน #เล่นหุ้นมือใหม่