12/11/2025
◉ 4 ประเด็นที่น่าจับตามอง
จากงานประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP) ครั้งที่ 30
เริ่มไปแล้วกับการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 30 หรือเรียกสั้น ๆ ว่า COP30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล จะจัดขึ้นเป็นวันแรก สำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้ติดตามหรือพึ่งจะได้ยินชื่อการประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรก อธิบายคร่าว ๆ ได้ว่าการประชุมนี้คือการประชุมระดับโลกที่จัดขึ้นทุกปี (จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2538 ที่เยอรมัน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในทุก ๆ มิติ
ถ้าให้ยกตัวอย่างเนื้อหาการประชุมก็เช่น การติดตามเป้าหมายที่ทุกประเทศสัญญาร่วมกันในการป้องกันไม่ให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น, การหาแนวทางในการสนับสนุนทุนแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาที่จะรักษ์โลก หรือแม้แต่การหารวิถีปฏิบัติและหาตัวชี้วัดว่าทุกประเทศกำลังมาถูกทางในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ
คือการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญต่อความเป็นไปของโลกในวันข้างหน้ามาก ๆ และสะท้อนให้เห็นว่าพลเมืองโลกกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาโลกของเราไว้ให้ลูกหลานในอนาคต (ถ้ารู้แบบนี้แล้วทำไมเราจะไม่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลกหละ)
การประชุมครั้งที่ 30 ที่จัดขึ้นที่เมืองแห่งลุ่มน้ำแอมะซอนครั้งนี้ มีประเด็นอะไรบ้างที่น่าจับตามอง Environman จะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย
➊ Climate Finance เครื่องมือทางการเงินที่ยังไม่เพียงพอ ?
:
การประชุมครั้งก่อนหน้าที่อาเซอร์ไบจานมีการกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ร่วมกัน โดยเป็นการระดมทุนคิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อที่จะเอาเงินตรงนี้ไปสนับสนุนแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาในการทำโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมิติของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งการรับมือและการแก้ปัญหาระยะยาว
ทว่าหลังจบการประชุม เข้าสู่ปี พ.ศ.2568 ตัวเลขเงินที่ตกลงกลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของบรรดาประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะจากสถานการณ์โลกรวนที่มีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น หรือแม้แต่ต้นทุนในการดำเนินงานทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้นหนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองในการประชุมครั้งนี้คือเรื่องของตัวเลขการระดมทุนใหม่ ที่อาจจะต้องปรับให้สูงขึ้น เพราะว่าหากหัวข้อการสนทนานี้ไม่เกิดขึ้น ไม่มีการพูดคุยเรื่องการปรับตัวเลขเงินระดมทุน ประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์ก็จะประสบปัญหาในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
,
มีข้อมูลว่าในบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอินเดีย ล้วนเป็นกลุ่มประเทศที่มีเงินที่ลงทุนด้านพลังงานสะอาดไหลเข้ามา และประเทศเหล่านี้ย่อมสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้แน่นอนไม่มากก็น้อย กลับกันประเทศที่กำลังพัฒนาไม่มีแม้แต่เงินทุนที่เพียงพอที่จะนำไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (แค่นำเงินไปรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นภายในประเทศก็เป็นเม็ดเงินมหาศาลแล้ว)
ด้วยเหตุนี้ หัวข้อเครื่องมือทางการเงินอย่าง Climate Finance จึงสำคัญและน่าจับตามองอย่างมาก
➋ NDCs plans แผนงานช่วยโลกของแต่ละประเทศที่ต้องจับตามอง
:
สืบเนื่องจากความตกลงปารีสที่ทำให้แต่ละประเทศทั่วโลกต้องมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก NDC ก็คือแผนที่ว่านั้นที่แต่ละประเทศต้องระบุเป้าหมายและมาตรการให้ชัดเจนว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร
ทว่าจากการงายงานของ ‘สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (IISD) กลับพบว่าแผนการดังกล่าวมีเพียง 2-3 ประเทศเท่านั้นที่ส่งตรงตามกำหนดเวลาเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลายประเทศมีการส่งแผนที่ล่าที่ช้า
ดังนั้นประเด็นที่น่าจับตามองต่อมาคือ ในการประชุมครั้งนี้แผนการที่ว่าของแต่ละประเทศมีการส่งเข้ามาครบแล้วหรือยัง และแผนที่ส่งเข้ามาของแต่ละประเทศมีความทะเยอทะยาน จริงจัง และเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติมากแค่ไหน
นอกจากจะต้องระบุเป้าหมาย ยังต้องระบุแผนอีกด้วย โดยของไทยเราแบ่งแผนออกเป็น 3 ระดับ ที่บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลายส่วน เช่น กระทรวงพลังงาน, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น (อ่านรายละเอียดแผนของไทยได้ที่อ้างอิง)
การประกาศแผนงานเหล่านี้ไม่ใช่แค่แผนบนกระดาษ แต่ยังจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วย ขอยกตัวอย่างประเทศไทยบ้านเราอีกครั้ง
ล่าสุดรัฐบาลพึ่งประกาศแผนที่จะลงทุนในด้านของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะ การประกาศแผนลักษณะนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ และยังดึงดูดการลงทุนสีเขียวจากทั่วโลก
เท่ากับว่าหากประเทศใดมีเป้าหมาย และมีแผนที่ชัดเจนที่พร้อมประกาศบนเวทีการประชุมระดับโลก ย่อมได้เปรียบอย่างมากในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้ไหลเข้ามาในประเทศ เมื่อมีเงินไหลเข้ามาในประเทศก็จะเกิดการจ้างงาน ผู้คนในประเทศนั้น ๆ ก็จะมีงานทำ มีเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ ดังนั้นวาระนี้จึงน่าจับตามองอย่างมาก (มุมหนึ่งก็เหมือนการ Pitching เสนอขายไอเดียทางธุรกิจ แก่นักลงทุนทั่วโลก)
➌ ตัวชี้วัด “จากหลักพัน” สู่ “หลักร้อย”
:
หนึ่งในความท้าทาทายสำคัญของการทำให้โลกดีขึ้นคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าโลกเราดีขึ้นจริง ? ตัวชี้วัดจึงเข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่สำคัญในส่วนนี้ ทว่าการจะวัดความคืบหน้าที่เกี่ยวกับโลกย่อมซับซ้อนเป็นธรรมดา ทำให้ตัวชี้วัดมีถึง “หลักพัน” ตัวชี้วัด
ทว่าจากการรายงานของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนระบุว่าตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังหารือที่จะปรับตัวชี้วัดให้เหลือแค่ “หลักร้อย” ตัวเท่านั้น ! การประชุมครั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากนานา ประเทศคงได้มานั่งถกกันแน่ว่าจะเห็นด้วยกับตัวชี้วัดใหม่ที่อาจมีการนำเสนอหรือไม่ และวาระนี้น่าจับตามากกว่าที่คิด
เนื่องจากหลายประเทศ หลายองค์กร ต่างกำหนดนโยบายและแผนการปฏิบัติเพื่อที่จะทำให้องค์กร/ประเทศนั้น ๆ สอดรับกับดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่โลกเรามี แต่หากมีการปรับลดตัวชี้วัดลงมา เท่ากับว่านโยบายที่องค์กรเราเคยประกาศ มาตรการที่ประเทศเราเคยส่งเสริมอาจจะต้องถูกโละทิ้งไป และทดแทนด้วยนโยบายใหม่ ๆ มาตรการใหม่ ๆ ให้สอดรับกับดัชนีชี้วัดใหม่ กลายเป็นว่าเราเองในฐานะคนตัวเล็กก็จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไปด้วย
➍ อนาคตของป่าเขตร้อน ที่คนไทยอาจก้าวขึ้นมามีบทบาทในอนาคต
:
ปัจจุบันป่าเขตร้อนที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนมากที่สุดของโลกกำลังกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกรุกรานและทำให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เหมือง พลังงานคาร์บอน ฯลฯ เห็นได้จาก บราซิล อินโดนีเซีย และคองโก ทั้ง 3 ประเทศมีการปล่อย CO2 จากการตัดไม้เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากที่สุดราว 60% ของโลก
ประจวบเหมาะกับที่การประชุม COP30 ครั้งนี้จัดขึ้นที่บราซิล เมืองแห่งลุ่มน้ำแอมะซอน ทำให้ประเด็นที่เกี่ยวกับการป้องกันป่าเขตร้อนต้องถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงเป็นแน่
เพราะหากไม่มีแผนการที่เข้มงวด ไม่มีเครื่องมือสนับสนุนและป้องกันการรุกรานป่าเขตร้อน พื้นที่ที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนจะค่อย ๆ หายไป ซึ่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการผลักดัน ‘การจัดตั้งพันธมิตรป่าไม้เขตร้อนระหว่าง แอมะซอน-คองโก-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ การผลักดันการจัดตั้งพันธมิตรนี้จะนำโอกาสทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและบทบาทบนเวทีโลกแก่ประเทศไทยแน่นอน
และทั้งหมดนี้คือประเด็นที่น่าจับตามองในการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล